บทความที่ได้รับความนิยม
-
สูตร เปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อน A% = * 100% A = * A สูตร การบวก - ลบ - คูณ - หาร - ค...
-
สูตรลัด s ราบ = s max = ขว้างไกลสุด = 45 ํ ขว้างให้ตกไกลเท่ากัน = 90 ํ s ดิ่ง = = สูตร ...
-
100 เรื่องที่เรายังไม่รู้ 1. ในโตเกียว ญี่ปุ่น โดยเฉลี่ยการเดินทางโดยรถจักรยานจะสามารถทำเวลาได้เร ็วกว่าการใช้รถยนต์ถึง 50 นาที 2. มีรูป...
-
ปัญหายาเสพติด ประวัติของยาเสพติด ยาหรือสารที่ถูกนำมาใช้อย่างผิดๆหรือเสพติด มีใช้กันมานานตั้งแต่มนุษย์เริ่มค้นพบ พืชซึ่งเมื่อเสพ...
-
กล้วยไม้ กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอก และสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม...
วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
กล้วยไม้
กล้วยไม้
กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอก และสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้วยไม้ เลี้ยงต้นกล้วยไม้จนกระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อ และส่งออกเอง
แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็นอาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้
ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชีย และแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของกล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา
แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็นอาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้
ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชีย และแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของกล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา
ลักษณะพิเศษของกล้วยไม้
การจำแนกพืชวงศ์กล้วยไม้ได้จำแนกลักษณะพิเศษของกล้วยไม้ที่ต่างจากพืชอื่นไว้ดังนี้
การจำแนกพืชวงศ์กล้วยไม้ได้จำแนกลักษณะพิเศษของกล้วยไม้ที่ต่างจากพืชอื่นไว้ดังนี้
1. เกสรตัวผู้อยู่ข้างเดียวของดอก (ไม่สมดุล) กล้วยไม้ส่วนใหญ่มีเกสรตัวที่ไม่เป็นหมันเพียงอันเดียว แต่มีกล้วยไม้เพียง 1 สกุลที่มี 3 อัน แต่ล้วนอยู่ข้างเดียวซึ่งอาจเป็นขั้นตอนสำคัญของวิวัฒนาการของกล้วยไม้
2. เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบางส่วนตะรวมกัน แต่ส่วนใหญ่จะรวมทั้งหมดเป็นโครงสร้างเดียวคือ “เส้าเกสร”
3. เมล็ดมีขนาดเล็กจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพืชอื่น ๆ
4. ดอกกล้วยไม้มีกลีบชั้นในซึ่งเรียกว่า “ปาก” จะอยู่ตรงข้ามกับเกสรตัวผู้ที่ไม่เป็นหมัน ซึ่งต่างจากกลีบชั้นในอีก 2 อัน มีกล้วยไม้เพียงส่วนน้อยที่ “ปาก” ไม่แตกต่างจากกลีบชั้นในอีก 2 อัน
5. ดอกกล้วยไม้จะบิดในช่วงที่ดอกกำลังพัฒนา ตาดอกหรือดอกตูมจะบิดเพื่อให้ปากอยู่ส่วนล่างของดอกเมื่อบาน ซึ่งเรียกว่า “resupination”
6. ส่วนของ stigma ที่เรียกว่า “rostellum” จะเกี่ยวข้องกับการส่งกลุ่มเรณูจากดอกหนึ่งไปยังอีกดอกหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดสำคัญของวิวัฒนาการของกล้วยไม้
7. เรณูจะรวมกันเป็นกลุ่มเรณู ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะในวงศ์กล้วยไม้ ลักษณะนี้กับ rostellum จะเกี่ยวข้องกันอย่างมากในการถ่ายละอองเกสรโดยแมลงและนก ซึ่งจะพากลุ่มเรณูไปทั้งกลุ่ม ทำให้กล้วยไม้มีเมล็ดจำนวนมาก เนื่องจากเรณูไม่สูญเสียไปเหมือนพืชอื่น ๆ เมื่อฝักหรือผลแก่จะแตกออก เมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กและมีอาหารสะสมเพียงเล็กน้อยจะปลิวกระจายไปตามลม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะงอกเป็นต้น
สูตรฟิสิกส์
สูตรลัด
=
สูตร ความเร็วลัพธ์
สูตร การเคลื่อนที่แนววงกลม
= 
=
สูตร อัตราเร็วเชิงมุม
=
=
- ระยะทางเชิงมุม
- ระยะยืด (m)
- ความหนาแน่นของของเหลว (kg / m3)
= F1 - F2
=
สูตร หลอดรูปตัว U
=
สูตร ความดันบรรยากาศ
=
สูตร กฎของแก๊ส ( เมื่อจำนวนโมลคงที่ )
=
สูตร กฎของพาสคัล
= 
สูตร แรงลอยตัว
- ความตึงผิว (N / m)
- สัมประสิทธิ์ความหนืด
สูตร ของไหลในอุดมคติ
Q = mc
T
Q = C
T
Q = mL

1 โมเลกุล = 
สูตร ความต้านทานเชิงเหนี่ยวนำ
สูตร ความต้านทาน


- เฟสขณะที่เริ่มต้นหมุนของลวดสูตร สนามไฟฟ้า
สูตร แรงแม่เหล็ก
= ความต่างศักย์ไฟฟ้า (
)
=
-----
----- 
= ความเร็ว (m/s)
= ความต่างศักย์ (v)
=
=
=
สูตร มิลลิแกน
ธาตุไฮโดรเจน




- ความยาวคลื่น


x - ความไม่แน่นอนทางตำแหน่ง
P - ความไม่แน่นนอนทางโมเมนตัมสูตร
ธาตุไฮโดรเจน



สูตร ทฤษฎีอะตอมโบร์

- ความยาวคลื่นสูตร โฟโต้อิเล็คทริก
สูตร ความยาวคลื่นของเดอบรอยล์

สูตร หลักความไม่แน่นอนของ Heisenberg

x - ความไม่แน่นอนทางตำแหน่ง
P - ความไม่แน่นนอนทางโมเมนตัมสูตร การรวมความต้านทาน





- ความยาวคลื่น (m)สูตร การแทรกสอด
p = มุมตกกระทบที่ทำให้รังสีหักเหและสะท้อนทำมุม 90 ํ
- ค่าคงที่ของการสลายตัว
สูตร ค่าคงที่ของการสลายตัว
= 
- ค่าคงที่ของการสลายตัว
สูตร รัศมีของนิวเคลียส
สูตร ดาราศาสตร์
= 
=
สูตร โคจรรอบสิ่งเดียวกัน
= 
= 
=
= 
- ทอร์ก ( N.m )
- ความเร่งเชิงมุม ( rad / s2 )
= 
- โมเมนต์ความเฉื่อย
สูตร ซิมเปิลฮาร์มอนิก
= 
สูตร แบบจำลองของแก๊ส

sราบ = 
smax = 
ขว้างไกลสุด
= 45 ํ
ขว้างให้ตกไกลเท่ากัน
= 90 ํ
sดิ่ง = 
v2ลัพธ์ = u2ลัพธ์
2ghดิ่ง
วัตถุเคลื่อนที่ด้วย v คงที่
ac = 
วัตถุเคลื่อนที่ด้วย v ไม่คงที่
aลัพธ์ = 
F = 
Fc - แรงสู่ศูนย์กลาง
ac - ความเร่งสู่ศูนย์กลาง
v - ความเร็ว
สูตร การคำนวณแรงสู่ศูนย์กลางform 8 แบบ
1. วัตถุผูกเชือกแกว่งเป็นวงกลม
T = 
2. ดาวเทียมโคจรรอบโลก
mg = 
3. วัตถุผูกเชือกแกว่งเป็นรูปกรวย
tan
= 
4. วัตถุผูกเชือกแกว่งในระนาบดิ่ง
T1 + mg = 
T2 - mg = 
T3 = 
- mg cos
+ T4 = 
5. รถวิ่งเลี้ยวโค้งบนถนนราบ
6. มอเตอร์ไซค์เลี้ยวโค้ง
tan
= 
7. มุมที่ยกพื้นถนนขึ้นจากแนวดิ่ง
tan
= 
8. มอเตอร์ไซค์ไต่ถัง
w = ระยะทางเชิงมุม / เวลา = 
v = wR
w =
= 2
f
Fc = mw2R
v =
= 2
Rf
w - อัตราเร็วเชิงมุม
T - คาบ
f - ความถี่
R - รัศมี
สูตร สมบัติเชิงกลของสารความเค้น = 
ความเครียด = 
มอลดูลัสของยัง Y = 
F - แรงในแนวตั้งฉาก (N)
A - พื้นที่หน้าตัด (ตร.ม.)
L - ความยาวเดิม (m)
สูตร ความดันในของเหลว ความดันสัมบูรณ์P = 
P =
gh
Pสัมบูรณ์ = Pเกจ + Pบรรยากาศ
F - แรงดัน (N)
P - Pเกจ เป็นความดันเนื่องจากน้ำหนักของเหลว (N / m2)
h - ความลึกของของเหลว (m)
สูตร แรงดันผนังภาชนะ , แรงน้ำดันเขื่อนF = PA =
Aข้าง
แรงที่น้ำดันเขื่อน
F = 
1. ถ้าเป็นเขื่อนเอียง 1 ข้าง การหาแรงดันเขื่อนเอียงต้องใช้พื้นที่เอียงด้วย
F = PAเอียง
2. น้ำดัน 2 ข้าง คิดเป็นแรงลัพธ์ ถ้าเขื่อนเอียงให้คิดเป็นตรง
ปลายเปิด 2 ข้าง
PA = PB
ความดัน 1 บรรยากาศ = 1.01 * 105 N / m2 (Pa)
ความดัน 1 บรรยากาศ = ปรอทสูง 75 cm
ความดัน 1 บรรยากาศ = น้ำสูง 10.3 m
สูตร กฎของบอยล์P1V1 = P2V2
สูตร กฎของชาร์ลF - แรงกดลูกสูบเล็ก (N)
W - น้ำหนักที่กดลูกสูบใหญ่ (N)
A - พื้นที่สูบใหญ่ (m2)
a - พื้นที่สูบเล็ก (m2)
ถ้าต้องการผ่อนแรงมากขึ้นจะใช้ไม้คาน
O จุดหมุน
Mตาม = Mทวน
FL = F 'l
สูตร แรงลอยตัว
B =
vgเหลว = mgเหลว
สูตร ความตึงผิวเหรียญ
F =
L
ห่วงลวด
F =
2L
สูตร ความหนืดf = 
B - แรงลอยตัว
V - ปริมาตร (m3)
F - แรงตึงผิว
L - ความยาวเส้นผิวของเหลว (m)
f - แรงหนืด (N)
r - รัศมีทรงกลม
v - อัตราเร็วของวัตถุ
อัตราการไหล เมื่อของเหลวไหลตามหลอดการไหล m ของเหลวที่ผ่านที่ตำแหน่งใด ๆ ใน 1 วินาที มีค่าคงที่เสมอ
A1V1 = A2V2
AV คือ อัตราการไหล (m3 / s)
หลักของแบร์นูลลี
ณ ตำแหน่งใด ๆ ในของไหล ผลรวมของความดัน , พลังงานจลต่อปริมาตร และพลังงานศักย์ต่อปริมาตรมีค่าคงที่เสมอ
P1 +
= P2 + 
สูตร พลังงานความร้อน อุณภูมิC = mc
Q - ปริมาณความร้อน (J)
m - มวล (kg)
T - อุณหภูมิ (C)
C - ค่าความจุความร้อน
c - ค่าความจุความร้อนจำเพาะ
L - ค่าความร้อนแฝงความร้อนของวัตถุ
สูตร กฎของแก๊สPV = nRT
PB = NKBT
P - ความดัน(N/m2)
V - ปริมาตรของแก๊ส(m3)
N - จำนวนโมเลกุลทั้งหมดของแก๊ส
n - จำนวนโมลของแก๊ส
R - ค่าคงตัวของแก๊ส 8.314 J/mol x K
KB - ค่านิจโบลต์ซมันน์ 1.38 x 10-23
T - อุณหภูมิ (K)
*ใช้ได้เมื่อไม่มีการเปลี่ยนสถานะ*
สูตร แบบจำลองของแก๊สPV = 
NE
P - ความดัน
V - ปริมาตรของแก๊ส
N - จำนวนโมเลกุลทั้งหมด
n - จำนวนโมลของแก๊ส
R - ค่าคงตัวของแก๊ส 8.314 J/mol x K
KB - ค่านิจโบลต์ซมันน์ 1.38 x 10-23
T - อุณหภูมิ (K)
Vrms - อัตราเร็วรากที่สองของกำลังสองเฉลี่ย
สูตร แก๊สผสมกันnผสมTผสม = 
PผสมVผสม = 
P - ความดัน
n - โมล
V - ปริมาตร
สูตร ความต้านทานเชิงความจุR = 
XC - ความต้านทานเชิงความจุ (โอห์ม)
XL - ความต้านทานเชิงเหนี่ยวนำ (โอห์ม)
R - ความต้านทาน (โอห์ม)
W - อัตราเร็วเชิงหมุน (rad/s)
C - ค่าความจุ (ฟาร์ด)
L - ค่าความเหนี่ยวนำ (เฮนรี)
สูตร ไฟฟ้ากระแสสลับI - กระแสที่เวลาใดๆ (A)
Imax - กระแสสูงสุด
V - ความต่างศักย์ที่เวลาใดๆ (V)
Vmax - ความต่างศักย์สูงสุด
W - อัตราเร็วเช้งมุมของการหมุนขดลวด (rad/s)
t - เวลาใดๆ
E =
= 
สูตร แรงแม่เหล็ก
F = qvb
E = สนามไฟฟ้า (n/c)
d = ระยะห่างระหว่าง แผ่นโลหะคู่ขนาน (m)
v = ความเร็ว (m/s)
b = ความเข้มสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (t)
q = ประจุไฟฟ้า (c)
สูตร คำนวนทอมสันq = ประจุ (c)
m = มวล (kg)
B = สนามแม่เหล็ก (r)
d = ระยะห่าง (m)
E = สนามไฟฟ้า (v/m)
qE = mg
q - ประจุ
E - สนามไฟฟ้า
m - มวล
g - แรงโน้มถ่วงโลก หรือ ความเร่ง
ควอนตัมของพลังงานไฟฟ้า
E = hf
E - พลังงาน
h - ค่าคงที่ของพลังค์ (6.6 x 10-34 J.S)
f - ความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
L = mvr = nh-
n - เลขควอนตัม 1,2,3, ...
h- -
(1.05 x 10-34 J.S)
Ei - พลังงานของอิเล็คตรอนก่อนเปลี่ยนวงโคจร
Ef - พลังงานของอิเล็คตรอนหลังเปลี่ยนวงโคจร
h - ค่านิจของพลังค์ (6.6 x 10-34 J.S)
f - ความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ระดับพลังงานของธาตุไฮโดรเจน
E = hf = 
ทฤษฎีอะตอมโบร์
rn = n2 (0.53 * 10-10)
Vn = 
fn = 
rn - รัศมีวงโคจรที่ n
Vn - อัตราเร็วของอิเล็คตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียส วงที่ n
fn - ความถี่ของอิเล็คตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียส ลงที่ n
รังสีเอ็กซ์
qv = 
q - ประจุ
v - ความต่างศักย์ (V)
h - ค่าคงที่จของพลังค์ (6.6 x 10-34 J.S)
โฟโต้อิเล็คทริก
Ek = hf - W
Ek - พลังงานจลน์
W - งาน
f - ความถี่ของแสงที่ฉายมาที่โลหะ
สมมติฐานเดอบรอยล์
โมเมนต์ของแสง
p = 
ความยาวคลื่นของเดอบรอยล์
หลักความไม่แน่นอนของ Heisenberg
L = mvr = nh-
n - เลขควอนตัม 1,2,3, ...
h- -
(1.05 x 10-34 J.S)
Ei - พลังงานของอิเล็คตรอนก่อนเปลี่ยนวงโคจร
Ef - พลังงานของอิเล็คตรอนหลังเปลี่ยนวงโคจร
h - ค่านิจของพลังค์ (6.6 x 10-34 J.S)
f - ความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
สูตร ระดับพลังงานของธาตุไฮโดรเจนE = hf = 
rn = n2 (0.53 * 10-10)
Vn = 
fn = 
rn - รัศมีวงโคจรที่ n
Vn - อัตราเร็วของอิเล็คตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียส วงที่ n
fn - ความถี่ของอิเล็คตรอนที่โคจรรอบนิวเคลียส ลงที่ n
สูตร รังสีเอ็กซ์qv = 
q - ประจุ
v - ความต่างศักย์ (V)
h - ค่าคงที่จของพลังค์ (6.6 x 10-34 J.S)
Ek = hf - W
Ek - พลังงานจลน์
W - งาน
f - ความถี่ของแสงที่ฉายมาที่โลหะ
สมมติฐานเดอบรอยล์
สูตร โมเมนต์ของแสงp = 
วงจรต่ออนุกรมกัน
วงจรต่อขนานกัน
Z - ความต้านทานเชิงซ้อน (โอห์ม)
XL - ความต้านทานเชิงเหนี่ยวนำ (โอห์ม)
XC - ความต้านทานเชิงความจุ (โอห์ม)
สูตร ค่ายังผล , ค่ามิเตอร์ , ค่า RMS (Root Mean Square)IRMS - ค่ามิเตอร์ (A)
Imax - กระแสสูงสุด
VRMS - ค่ามิเตอร์ (V)
Vmax - ความต่างศักย์สูงสุด
สูตร กำลังเฉลี่ยP = IรVร(cos
)
P = 
P - กำลังเฉลี่ย (วัตต์)
cos
- ตัวประกอบกำลัง
Pmax - กำลังสูงสุด (วัตต์)
สูตร คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าc = f
c - ความเร็วแสง (3 x 108 m/s)
f - ความถี่ (HZ)
S1 p - S2 p =
=
= 
สูตร จุดปฏิบัพS1 p - S2 p =
; n = 0 , 1 , 2 , .....
สูตร จุดบัพS1 p - S2 p = (n -
)
; n = 1 , 2 , 3 , .....
สูตร โพลาไรซ์เซชัน1n2 =
p
n = ดรรชนีหักเห
(มุมโพลาไรซ์ , มุมบรูวสเตอร์)
สูตร เวลาครึ่งชีวิตN = 
N - สารตั้งต้น
N0 - สารที่เหลือ
สูตร กัมมันตภาพA =
N
A - กัมมันตภาพ
N - จำนวนนิวเคลียสกัมมันตรังสีที่มีในขณะนั้น
T - เวลาครึ่งชีวิต
สูตร จำนวนนิวเคลียสจำนวนนิวเคลียส = 
NA - Avogadro Number (6.02 * 1023)
m - มวลสารหน่วยเป็นกรัม
A - เลขมวล
สูตร สมดุลการสลายของกัมมันตรังสีR = 

R = รัศมีของนิวเคลียส
สูตร พลังงานยึดเหนี่ยวE = mC2
มวล 1 u เปลี่ยนเป็นพลังงานได้ 931 MeV
E - พลังงาน (J)
m - มวล (kg)
C - อัตราเร็วแสง (m/s)
สูตร โพรเจกไทล์บนพื้นเอียงหลักการ
1. แตกเข้าแกน x ' , y '
2. แตก g เข้าแกน
3. คิดแบบโพรเจกไทล์ธรรม
หลักการ
ให้จับพื้นเอียงตั้งขึ้นแนวดิ่ง แล้วคิดแบบธรรมดา โดยใช้ g อันใหม่เป็น gsin 
สูตร เคลื่อนที่เป็นวงกลมพอดีvบน = 
vล่าง = 
H = 2.5 R
สูตร ผลต่างแรงตึงเชือกแกว่งด้วย v คงที่
Tล่าง - Tบน = 2mg
แกว่งด้วย v ไม่คงที่
Tล่าง - Tบน = 6mg
T - คาบของการโคจร
R - รัศมีวงโคจร
M - มวลของดาวที่มีวัตถุอื่น มาโคจรรอบ ๆ
G - ค่านิจโน้มถ่วงสากล 6.67 * 10-11 Nm2 / kg2
สูตร ค่า g ในอวกาศg' - ค่าความเร่งโน้มถ่วงในอวกาศ
g - ค่าความเร่งโน้มถ่วงที่ผิวโลก
R - รัศมีโลก
h - ความสูงจากผิวโลก
สูตร ทอร์ก โมเมนต์ความเฉื่อยI = 
v = wR
S =
* R
a = 
I - โมเมนต์ความเฉื่อย ( kg . m2 )
R - แทนการหมุน
สูตร พลังงานจลน์ในการหมุนEkหมุน = 
Ekทั้งหมด = 
สูตร โมเมนตัมเชิงมุมL = mvR = Iw
สูตร กฏการอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุมLแรก = Lหลัง
w - อัตราเร็วเชิงมุม
L - โมเมนตัมเชิงมุม
สูตร ซิมเปิลฮาร์มอนิกแกว่งตุ้นาฬิกา
T = 

w = 
สั่นสปริง
T = 
w = 
แกว่งกรวย
T = 

w = 
T - คาบ
l - ความยาว
g - ความเร่ง
k - ค่าคงที่สปริง
สูตร ซิมเปิลฮาร์มอนิก
y = ymax sin wt
v = vmax cos wt
a = - amax sin wt
vใด ๆ = w 
vmax = wR
aใด ๆ = w 2y
amax = w2R
v - ความเร็ว
a - ความเร่ง
สูตร หลักคำนวณเรื่องสปริงดึงสปริงคนละข้าง
Kรวม = K1 + K2
สปริงต่อขนาน
Kรวม = K1 + K2 + K3
สปริงต่ออนุกรม
สูตร แบบจำลองของแก๊ส
PV = 
Vrms = 
NEk- = 
Ek- 1 โมเลกุล 
P - ความดัน
V - ปริมาตรของแก๊ส
N - จำนวนโมเลกุลทั้งหมด
n - จำนวนโมลของแก๊ส
R - ค่าคงตัวแก๊ส 8.314 J/mol x k
KB - ค่านิจโบลต์ซมันน์
T - อุณหภูมิ (K)
V rms - อัตราเร็วรากที่สองของกำลังเฉลี่ย
สูตร แก๊สผสมกันงานในการเปลี่ยนปริมาตร
W = P(V2 - V1)
P - ความดันแก๊ส
V2 - ปริมาตรแก๊สตอนหลัง
V1 - ปริมาตรแก๊สตอนแรก
W - งานที่แก๊สทำ
สูตร พลังงานภายในระบบU = NE-K 
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)